รถเมล์ ไม่ได้ฟรีเพื่อประชาชนอีกแล้ว
posted on 04 May 2009 22:14 by captain-patt in adventureก่อนอื่นใด ขอกราบขอโทษมิตรรักแฟนเพลง ที่ทิ้งบล๊อคไปนาน
เนื่องจากภาวะขาดทุนติดกันหลายเอนทรี่ ประกอบกับติดเรียนอย่างหนักหน่วง
จนปัญญามาอัพบล็อค แต่เคราะห์ดี เผอิญไปกรุงเทพฯ (เข้ากรุง)
ไปเห็นอะไรแปลกๆ เลยเอามาเล่าให้ฟังไปพลาง แก้เหงา
เรื่อง "รถเมล์ ไม่ได้ฟรีเพื่อประชาชนอีกแล้ว"
คนไหนอ่านแล้วเกิดความมันส์ ช่วยสนับสนุนหน่อยครับ
ผมจะได้ไม่ขาดทุนอีก (ขอดาว)
“รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน” ดูจะเป็นสุดยอดโปรเจ็คที่เจ๋งสุดๆ
ในสมัยรัฐบาลลุงสมัคร สุนทรเวชนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของประเทศไทย
นอกจากนี้ยังมีโครงการรถไฟฟรี น้ำประปาฟรีอีกด้วย
นอกเหนือจากนี้ ก็ไม่มีอะไรเจ๋งๆให้จดจำอีกแล้ว
ตอนแรกผมไม่ค่อยจะกระดี้กระด๊ากับโครงการรถเมล์ฟรีที่ติดป้ายว่า
“รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน” ซักเท่าไรนักหรอก เพราะว่า “รถเมล์ฟรี”
มาไม่ถึงอยุธยาบ้านผมสักคัน มีเพียงรถไฟฟรีที่ผมไม่เห็นประโยชน์ว่า
ทำให้มันฟรีแล้วจะดีขึ้นตรงไหน เพราะผมยอมเสียตังค์ใช้บริการขนส่งอื่นๆ
ดีกว่าเสียเวลาและอารมณ์กับรถไฟฟรี
แต่อย่างไรก็ดี ผมจำประสบการณ์ครั้งแรกกับ “รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน”
ได้ว่าผมรู้สึกตื่นเต้น เหมือนตอนที่ได้ขึ้นรถไฟฟ้า BTS ฟรี ตอนที่เปิดเดินขบวนใหม่ๆ
อันที่จริงไม่ใช่แต่ผมที่ตื่นเต้นกับรถเมล์ฟรีหรอก
คนกรุงเทพฯเองก็ตื่นเต้นไม่ใช่น้อย ผมรู้...
เพราะระยะแรกที่รัฐให้บริการน่ะ เห็นขึ้นไปบี้กันซะแน่นเลย พอนานเข้า ก็เลิกเห่อ
รู้ไหมครับว่า เพื่อนสาวของผม ที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 75 กิโลเมตร
ก็อยากลองนั่งรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชนเหมือนกันนะ
เธอเคยสอบถามผมตอนที่กลับจากกรุงเทพฯว่า
เคยเห็นรถเมล์ฟรีหรือเปล่า แม้เวลาผ่านไปจนคุณลุงสมัคร อดเป็นนายก
และผ่านพ้นรัฐบาลลุงสมชายจนมาถึงรัฐบาลพี่มาร์คแล้ว เพื่อนสาวของผม
ก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้นั่งรถเมล์ฟรีที่กรุงเทพฯเลย และก็เป็นที่แน่นอนด้วยว่า
ชาตินี้เธอคงจะไม่มีโอกาสขึ้น “รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน”อีกแล้ว !!!
เพราะวันนี้ “รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน” เปลี่ยนเป็น “รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน”
ไปเรียบร้อยแล้ว(เมื่อเมษายน 2552)
วู้..... ผมยังไม่เคยนั่งรถเมล์ฟรีจากภาษีของประชาชนเลยนะเนี้ย
ไม่รู้มันต่างจากเดิมตรงไหน ผมนั่งขบคิดระหว่างเดินทางไปมหาวิทยาลัยที่ผมศึกษาอยู่
บนรถเมล์ที่ไม่ได้ฟรีจากภาษีของใครทั้งนั้น

“รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน” กับ “รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน” มันต่างกันตรงไหนนะ?
ทั้งๆ ที่มันก็ฟรีเหมือนๆ กัน รถก็ยังร้อนเหมือนเดิม
คนขับก็ขับรถตามอารมณ์ของตัวเองเหมือนเดิม ทุกอย่าง แต่อันดับแรก
ผมคิดว่าสิ่งที่ต่างไปจากเดิมคือ เขียนป้ายต่างกัน
ผมนั่งคิดว่า รัฐบาลพี่มาร์ค ต้องการจะสื่ออะไรกับประชาชน ผมจึงถามตัวเองว่า
ผมรู้สึกอย่างไรกับ ระหว่าง คำสองคำ
คิดอยู่นานตั้งแต่ประตูน้ำไปจนติดไฟแดงที่แยกอโคกตัดกับเพชรบุรี
แล้วในที่สุดผมก็ร้อง “อ๋อ” ดังๆ ในใจ (เคยร้องอ๋อดังๆในใจกันไหมครับ)
ผมคิดได้ว่า
“รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน” มีความหมายเป็นลักษณะ วันเวย์ (One Way)
แต่
“รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน” มีความหมายเป็นลักษณะ ทูเวย์ (Two Ways)
คือ
ป้ายอย่างเดิมที่เขียนว่า “รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน” ทำให้รู้สึกว่า
รัฐบาลนั้นมีพระคุณกับประชาชนเหลือเกิน ที่ควักสตางค์ให้ประชาชนได้ขึ้นรถเมล์ฟรีๆ
นึกแล้วก็อยากจะประนมมือกราบรัฐบาลลุงสมัครงามๆ ที่ปิ๊งโครงการสุดเจ๋ง
ประชาชนเป็นหนี้บุญคุณรัฐบาลเป็นล้นพ้น
ในขณะที่อย่างที่สอง เขียนป้ายว่า “รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน”
แม้ว่าผมจะไม่เคยเสียภาษีให้รัฐบาลเลย (คนตังค์น้อย)
ผมก็ยังรู้สึกภูมิใจว่า เออ นี่ไง ภาษีของพ่อผม แม่ผม แสดงอิทธิฤทธิ์แล้ว
นี่ไง... ภาษีของประชาชนไม่ได้สูญเสียกับงบลับๆหรือเข้ากระเป๋านักการเมืองนิสัยไม่ดีซะหมด
เรายังได้เห็นผลจากภาษี ยูเทอน กลับมาหาเรา ที่ส่วนหนึ่งเป็นภาษีจากพ่อผม แม่ผมแท้ๆเลย
แสดงให้เห็นว่า รถเมล์ฟรีนี้ มิใช่สิ่งที่รัฐบาลให้แก่เราแต่ฝ่ายเดียวแบบวันเวย์
แต่มันคือสิ่งที่รัฐบาลเอื้อเฟื้อกับประชาชน ที่ประชาชนสนับสนุนเงินภาษีแก่รัฐบาล เป็นลักษณะทูเวย์
คือการตอบแทนซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนกับรัฐบาล
เหมือนประชาชนได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมร่วมกับรัฐบาล
เพื่อความเป็นอยู่ของสังคมไทย (อันที่จริง หมายถึงสังคมคนกรุงเทพฯ เท่านั้นต่างหาก)
นี่เพียงแค่ความหมายของข้อความที่เปลี่ยนจาก “เพื่อประชาชน” เป็น “จากภาษีประชาชน”
ที่มีความหมายลึกซึ้ง แอบซ่อนอยู่ข้างใน อย่างแยบยล
อันน่าจะมาจากนโยบายการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างรัฐกับประชาชน
ของพี่มาร์คแน่ๆเลย
ทันใดที่คิดความคิดนี้ออก ก็เหมือนมี หลอดไฟสว่างขึ้นที่ข้างหัว เหมือนในหนังการ์ตูน
ผมนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว ด้วยความรู้สึกอยากกลับบ้านในทันที เพื่อมาเล่าให้คนรักของผมฟัง
เธอต้องชื่นชมผมแน่ๆเลย ที่ฉลาดคิดถึงเพียงนี้
แฟน ของผมเป็นผู้หญิงที่ไม่ชอบคิดอะไรมากๆ
เพราะเธอไม่ชอบทำให้สมองเกิดความวุ่นวายซักเท่าไร
ดังนั้น เมื่อผมกลับมาเล่าให้เธอฟังถึงเรื่องนี้ ทีแรกเธอก็พยักหน้าเหมือนเข้าใจ
แต่แล้วเธอก็พูดว่า “ลองไปถามนายกอภิสิทธิ์ซิว่า คิดอย่างที่เธอคิดหรือเปล่า
บางที เขาอาจจะตอบว่า ‘เปล่าเลย...แค่ไม่อยากให้ซ้ำกับของชื่อเดิมเท่านั้นเอง’ ก็เป็นได้”
(เอ๊า...แล้วที่ผมคิดมาทั้งหมดนี่ล่ะ.... ใครเห็นด้วยบ้าง)